ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

นั่นชื่อ

๒o ส.ค. ๒๕๕๙

นั่นชื่อ

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

ถาม-ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๙

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

ถาม : เรื่อง “ปีติและบริกรรมพุทโธ

กราบนมัสการหลวงพ่อเจ้าค่ะ จากคำถามเมื่อครั้งก่อนเรื่องอวัยวะบางส่วนขยายใหญ่ขึ้น หลวงพ่อบอกว่าอาการแบบนั้นเรียกว่า “ปีติ” หนูมีคำถามอยากจะขอความเมตตาหลวงพ่อช่วยตอบให้หนูด้วยดังนี้เจ้าค่ะ

อาการปีติสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนหรือไม่เจ้าคะ

อาการบริกรรมพุทโธไปเรื่อยๆ แล้วพุทโธมันเกิดขึ้นเองอัตโนมัติและเร็วมากเจ้าค่ะ เร็วจนหายใจแทบไม่ทัน และในช่วงกลางคืนแม้กระทั่งตอนจะนอนพุทโธก็ยังอยู่ เหมือนเราตื่นอยู่ตลอดเวลาค่ะ เมื่อเราหลับไป พอเราตื่นขึ้นมาพุทโธก็เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ และเกิดขึ้นเร็วมากๆ เจ้าค่ะหลวงพ่อ เร็วมากๆ มากๆ จนเราเหนื่อย อาการแบบนี้เรียกว่าอะไรเจ้าคะ

ตอบ : นี่พูดถึงว่าปีติกับพุทโธ ทีนี้คำว่า “ปีติๆ” คำว่า “ปีติ” เวลาคนเรา เวลาผู้ถาม ถือว่าเราศึกษาธรรมะ เราฟังเทศน์ของครูบาอาจารย์มาเยอะ แต่เราเทศน์มามันฟังเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา เพราะมันเป็นเรื่องสัจธรรมของผู้เทศน์ แต่คนฟังวุฒิภาวะยังไม่เข้าใจมันก็รับรู้ไป ได้แต่ฟัง ได้ยินแต่ชื่อมันๆ มันเป็นชื่อไง วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตารมณ์ เห็นนิมิต อุคคหนิมิต วิภาคะ เราฟังทุกวัน เราฟังทุกวัน นี่ชื่อของมันทั้งนั้นน่ะ เวลาชื่อของมันเราฟังแล้ว อืมวงกรรมฐานเขาคุยกันเป็นศัพท์ของพระกรรมฐานเรา

แต่นี่เวลาเขาปฏิบัติไปแล้ว เพราะว่าเราได้ยินชื่อมาว่าปีติๆ แต่เวลามาฟังเทศน์คืนนั้นแล้วอวัยวะมันใหญ่ขึ้น แบบมันขยายตัวมันต่างๆ แล้วเขาบอกนี่มันคืออะไร นี่มันคืออะไร

นี่คือตัวจริงไง ไอ้นั่นมันชื่อมัน แต่ปีติมันเกิดตรงนี้ไง ปีติมันเกิดนะ น้ำหูน้ำตาไหล ขนพองสยองเกล้า ตัวพอง ตัวใหญ่ ตัวโล่ง นี่คืออาการของปีติทั้งนั้น แล้วอาการปีติปั๊บ เวลาปีติขึ้นมา คนมีปีติ คนที่ไม่รู้จักมันนะ โอ้โฮสดชื่นมาก เหมือนเรา เราหิวกระหายมาก เวลาเรามาได้อาหารที่ดีเลิศ โอ๋ยเวลามาทานอาหารนี่อร่อยมาก นี่ไง สิ่งที่เวลาเราทานอาหารมันมีประสบการณ์อีกอย่างหนึ่งนะ เวลาเขาร่ำลือกันมาอาหารที่นั่นดีมากๆ แต่เรายังไม่ได้ทาน นั่นอีกเรื่องหนึ่งนะ เวลาทานอาหารเข้าไปแล้ว โอ้โฮโอ้โฮเลยนะ

นี่ก็เหมือนกัน ไอ้นั่นมันชื่อ ไอ้ที่เราได้ยินๆ มาเป็นชื่อ แต่เวลาสิ่งที่มันขยายใหญ่ขึ้นๆ เวลามันขยายใหญ่ขึ้นทุกอย่าง มันก็มหัศจรรย์ มหัศจรรย์ นี่คืออะไร นี่คืออะไร

ทานอาหารเองไม่รู้ว่ามันคืออะไร ของเข้าปากอยู่แล้ว นั่นชื่อมัน แต่นี่ตัวจริงไง ความจริงมันเป็นแบบนี้ ปีติเป็นแบบนี้ แต่พอพูดเรื่องปีติ วันนี้เราจะพูดถึงเรื่องปีติ ถ้าปีติ ปีติอย่างที่ว่ามันมหัศจรรย์มาก สิ่งที่มหัศจรรย์มาก สิ่งที่ไม่เคยพบเห็น ที่ว่าหลวงตาท่านบอกว่า การประพฤติปฏิบัติองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายกให้ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก

สันทิฏฐิโกคือประสบการณ์ของตนเอง ประสบด้วยตน สันทิฏฐิโก รู้จำเพาะตนๆ เรารู้ของเรา ปัจจัตตัง รู้จำเพาะตน สันทิฏฐิโกที่เรารู้เราเห็นมันเป็นจริงๆ เป็นจริงอย่างนี้ เวลามันเป็นจริง ถ้าเป็นจริงขึ้นมา ขนาดว่าเรายังตั้งชื่อมันไม่ได้เลย

แล้วเวลามีคนมาถามเรื่องนี้มาก เวลามันเป็นปีติแล้วมันมีความสุข ปีติ สุข เอกัคคตารมณ์ มันมหัศจรรย์ๆ แล้วก็อยากได้อีกๆ แล้วพออยากได้อีกมันก็ไม่ได้ หรือเวลาต่อๆ ไปนะ เวลามันได้มามันก็จืดชืด คำว่า “จืดชืด” เห็นไหม

คำว่า “ปีติๆ” ปีติมันก็เป็นปีติ แล้วปีติมันเกิดมาจากอะไรล่ะ เราจะไปหาปีติ มาถึงเอาจานมาตั้งเลย จะเอาอาหาร เอาอาหาร มันมาได้อย่างไร อาหารมาอยู่บนจานนี้ได้อย่างไรล่ะ อาหารมันจะได้มา เราก็ต้องไปหาวัตถุดิบมาใช่ไหม หาวัตถุดิบมาเสร็จแล้วเราก็ต้องมาปรุงใช่ไหม ปรุงเสร็จแล้วมันถึงเป็นอาหารใช่ไหม

ปีติมันจะเกิดมันเกิดจากพุทโธ เพราะเรากำหนดพุทโธ เราใช้คำบริกรรม เราใช้ปัญญาอบรมสมาธิ เราใช้คำนั้นมา ปีติ เราจะเอาปีติๆ เราจะเอาอะไรปีติๆ แล้วปีติมันมาจากไหนล่ะ ปีติมันมาจากไหน

ปีติมันมาจากการกระทำ เรามีสติ เรามีสติเราระลึกของเรา วิตก วิจาร เราระลึกถึงพุทโธ ระลึกคือนึกขึ้นมา เวลามันแบ่งแยกพุทโธ มันนึกขึ้นมาแล้ว วิตกขึ้นมาแล้วต้องวิจาร

วิตกขึ้นมา ถ้าวิตกอย่างเดียว วิตกมันจบแล้วทำอย่างไรต่อ วิตกแล้วก็วิจาร วิจารคือว่าเอามาขยายส่วนไง พุทโธ หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ แต่ถ้าเราไม่วิตกขึ้นเลยเราก็หายใจทิ้งเปล่าๆ

เราตั้งสติแล้วเราก็หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ พอจิตมันเริ่มดีขึ้น จิตมันเริ่มดีขึ้น พุทโธมันก็ชัดขึ้นดีขึ้น แล้วถ้ามันพุทโธ อยู่กับพุทโธ พอมันกลมกล่อมขึ้นมามันก็จะเกิดปีติ

ปีติมันเหมือนปลูกต้นไม้ เราจะกินผลไม้ๆ สมัยปัจจุบันเราก็ไปซื้อที่ตลาดไง แต่ถ้าผลไม้มันจะเกิดขึ้นมันต้องมีเมล็ด เมล็ดมันก็ต้องเพาะเมล็ด เพาะมันก่อน เพาะเสร็จแล้วก็ต้องไปลงดิน ปลูกขึ้นมาก็ดูแลลำต้นมันจนกว่ามันจะออกลูก ปีติคือผลของมัน วิบากไง คือผลจากการปฏิบัติไง

ฉะนั้น เวลาปีติๆ เวลาปีติ แต่เราอยู่กับสวนผลไม้ ของดีๆ เราเก็บขายหมด ของเป็นตำหนิเก็บไว้กินเอง ของดีๆ เก็บขาย ของมีตำหนิเก็บไว้กินเอง กินทุกวันๆ กินทุกวันมันก็คุ้นเคยไง

พอมันมีปีติ เจ้าของสวนปลูกผลไม้ ของดีๆ เก็บไว้ขาย ของมีตำหนิเก็บไว้กินเอง พอกินเองขึ้นมา สิ่งที่กิน ควรกิน สิ่งใดที่ทำประโยชน์ได้ก็ทำประโยชน์ พอทำประโยชน์ มันแบบว่ามันทำสม่ำเสมอจนเป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องปกตินะ เป็นหน้าที่ของเราไง เป็นการดำรงชีวิตของเรา เราทำเพื่อประโยชน์กับเรา

นี่ก็เหมือนกัน คนที่เวลาปฏิบัติหายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ พอจิตมันสงบมันมีปีติ มันคุ้นเคยไง เราทำของเราอยู่ พอเราทำของเราอยู่ อีกคนก็บอกว่า คำถามนี้เจอบ่อยมาก “เดี๋ยวนี้ปีติมันจืดๆ เดี๋ยวนี้มันเป็นแล้วมันไม่เห็นมีรสชาติเลย” นี่มันเป็นข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างนั้นเลยแหละ มันก็เป็นอย่างนั้นนั่นแหละข้อเท็จจริงน่ะ

เวลาไม่รู้จักมันก็ไม่รู้จักมันนะ เวลามันมานี่ก็ตื่นเต้นไปกับมัน แต่พอผ่านไปแล้วจะให้อยู่กับเราไง คือคนเรา เราเกิดมาวันนี้แล้วสตัฟฟ์เลย ไม่หายใจ ไม่กิน ไม่ถ่าย อยู่คงที่ คือจะปีติอยู่กับเราตลอดไป...ไม่ใช่

ปีติ ปีติแล้วก็สุข สุขแล้วก็เอกัคคตารมณ์ แล้วเวลาจะเกิดปีติ เกิดปีติ ปีติตัวมันเองก็เกิดไม่ได้ ตัวมันเองก็เกิดจากการบริกรรม เกิดจากการหายใจ เกิดจากทำความสงบนั่นแหละ เกิดจากจิตสงบมันถึงเกิดปีติ พอเกิดปีติแล้วมันเกิดสุข เกิดสุขก็เกิดเอกัคคตารมณ์ นี่มันเป็นของมัน

แล้วสรรพสิ่งในโลกนี้ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ใช่ นี่เป็นอนัตตา มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป ปีติมันก็เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป ปีติครั้งแรกมหัศจรรย์มาก ปีติ โอ้โฮมันมหัศจรรย์จริงๆ นะ มหัศจรรย์เวลามันเป็น แต่เราจะอยู่แค่นี้หรือ มันจะอยู่แค่นี้หรือ ไอ้นี่มันก็แบบว่าอาการหนึ่งไง อาการของใจอาการหนึ่ง อาการของจิตที่มันประสบสัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่ง เรารู้จักรู้เท่าทันมัน มันก็เป็นหมด นี่มรรค ๘ ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ

นี่ก็เหมือนกัน อาการ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ ยกขึ้นวิปัสสนา หลวงตาท่านบอกว่า การฝึกหัดวิปัสสนาคือใช้วิปัสสนาญาณอ่อนๆ ฝึกหัดใช้ปัญญาอ่อนๆ อ่อนๆ ฝึกหัดๆ มันก็แก่กล้าขึ้น เข้มแข็งขึ้น ดีขึ้น มันพัฒนาของมันขึ้นไป เวลาคนภาวนาเป็นแล้วรู้แล้วมันจะเข้าใจ แล้วมันจะพัฒนาการของมัน

เหมือนกับกินอาหารแต่ละมื้อเลย อาหารแต่ละมื้อ ทำความสะอาด ปูโต๊ะ ถ้วยจาน เข้าครัว เสร็จแล้วอาหารมาตักแบ่ง ผ้ากันเปื้อนผูกไว้ พอทานเสร็จเก็บล้าง มื้อต่อไป ทำความสะอาด ปูโต๊ะ มื้อต่อไป

นี่ไง การปฏิบัติไง ชำนาญในวสีไง ชำนาญในการเข้า ชำนาญในการออกไง กินอาหารมื้อหนึ่งก็ใช้ปัญญารอบหนึ่ง แล้วกินอาหารครั้งนี้ ตอนนี้กำลังจะลดเชป กินสองคำ ไม่ทานอาหารมาก เดี๋ยวนี้ทานอาหารน้อย แต่ละมื้อกินมากกินน้อยแตกต่างกัน แต่ละมื้อจะสุขจะทุกข์แตกต่างกัน เวลาฝึกหัดมันฝึกหัดอย่างนี้ไง

นี่พูดถึงว่า คำว่า “ปีติ” ถ้าเป็นปีตินะ ไอ้ปีติที่เราศึกษากัน เราฟังมานั่นมันชื่อ ความจริงมันเป็นอย่างนี้ แล้วมันเป็นอย่างนี้แล้ว สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ไม่อยู่กับเราหรอก ชั่วคราว นี่ถูกต้อง สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตาเกิดขึ้นด้วยการมุมานะบากบั่น ตั้งอยู่ชั่วคราวแล้วก็ดับไป แล้วก็ต้องทำรอบใหม่ ทำรอบใหม่จนมีความชำนาญไง สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา นี่แหละชัดๆ

นี่ไง มันก็เป็น ธรรมะเป็นสัจธรรม สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ปีติก็เป็นอนัตตา สุขก็เป็นอนัตตา แต่ทุกข์ไม่อนัตตา ทุกข์อยู่กับเรา ทุกข์จริงๆ นี่เวลาทำมันทำอย่างนี้ไง

ฉะนั้น คำว่า “อวัยวะที่มันใหญ่ขึ้น ดีขึ้น” ไอ้นั่นหลวงพ่อว่าเป็นปีติ คำถามถามว่า “อาการปีติสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนหรือไม่เจ้าคะ

อาการกับความรู้สึก ทุกคน มันเป็นข้อเท็จจริงของจิตที่มันเป็นอย่างนี้เลย เป็นอย่างนี้ อย่างที่ว่ามรรค ๘ ใครจะประพฤติปฏิบัติมันก็ต้องดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ มันต้องชอบธรรมมันถึงเข้ามรรค ต้องเป็นอย่างนี้เลย จิตนี้กลั่นออกมาจากอริยสัจ

ปีติจะเกิดขึ้นกับทุกคนหรือเปล่าคะ

แน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์ มันต้องเกิด ถ้ามันไม่เกิด เราจะรู้ได้อย่างไรว่าจิตเราสงบหรือไม่สงบ

จิตคนสงบไม่สงบ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตารมณ์ องค์ของสมาธิ ในสมาธิมันมีวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตารมณ์ แต่มันเด่นตรงไหนไง เด่นตรงไหนก็คือจริตไง จริตของคนชอบอย่างนี้ ลักษณะนี้ก็เด่น จริตของคนชอบอีกอย่างหนึ่ง ลักษณะอีกอย่างหนึ่งก็เด่น คำว่า “ลักษณะเด่น” ลักษณะเด่นมันก็จะชัดเจนอย่างนั้น

ถ้าลักษณะเด่น ถ้าคนที่สร้างมา ถ้าปีติอย่างที่ว่ามันมหัศจรรย์ ปีติ โอ้โฮมหัศจรรย์มาก มันมีหยาบ มีกลาง มีละเอียด แล้วขั้นของปีติ คำว่า “ขั้นของปีติ” มันเป็นกิริยาของจิต มันเป็นความรับรู้ของจิต จิตของคนที่มันสร้างบุญญาธิการไม่เท่ากัน

คำว่า “สร้างบุญญาธิการไม่เท่ากัน” เวลาสงบไปแล้ว ถ้าจะบอกว่ามันเป็นฉัพพรรณรังสี ถ้ามันจะฉายแสงออกมาจากจิตแต่ละคน จิตของคนมันเป็นธาตุรู้ที่มหัศจรรย์ เวลาสงบแล้วมันจะเปล่งประกายของแต่ละดวงจิตที่มันได้สร้างสมมา ถ้ามันสร้างสมมามหาศาลมันจะเกิดฤทธิ์เกิดเดช เกิด อู้ฮูมองนี่สว่างไสวไปหมด นี่ไง ขั้นของปีติทั้งนั้นน่ะ

แล้วจิตทุกดวงจะเป็นปีติไหม

เป็น แต่มากหรือน้อย ลักษณะเด่น เด่นอย่างไรไง ถ้าเด่นอย่างที่ว่าฉัพพรรณรังสีเลย ที่ออกมหัศจรรย์มีไม่กี่เปอร์เซ็นต์ น้อยมาก เพราะว่าความดีที่สร้างสูงสุดนี่คนทำได้ยาก คนทำได้น้อย แต่ไอ้คนระดับปานกลางทั่วๆ ไปก็ทำได้ แต่อย่างที่ว่าทำแล้วบารมีไม่เต็ม ทำแล้วมีความทุกข์ความยากมา ส่วนใหญ่แล้วมันจะสงบเฉยๆ

แล้วหลายคนมากนะที่บอกว่าเวลาเขาฟังเราตอบปัญหาแล้วก็จะถามเรากลับ “หลวงพ่อ ทำไมหนูไม่เคยเป็นอย่างนี้เลย ทำไม” ไอ้หนูไม่เคยเป็นอย่างนี้เยอะมาก

แล้วเราบอกมันสงบเฉยๆ สงบเฉยๆ สงบเฉยๆ นี่แหละ แค่สงบเฉยๆ เพราะโดยหลัก จิตนี้กลั่นออกมาจากอริยสัจ จิตนี้กลั่นออกมาจากอริยสัจ ของเราก็ต้องกลั่นออกมาจากอริยสัจ อริยสัจ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค มัคคะ มรรคญาณ ศีล สมาธิ ปัญญา เราก็ทำความสงบของใจเราเข้ามา ไอ้ปีติมันก็เป็นเครื่องเคียง มันเป็นของแถมไง คืออำนาจวาสนาของคน

อำนาจวาสนาของคน ดูสิ คนอยู่ทางโลก คนที่ร้วยรวยแสนรวยเลย แล้วก็มีความทุกข์มาก มีประโยชน์อะไร ไอ้คนที่พอมีพอกิน ทุกข์ก็มี สุขก็มี ไอ้คนทุกข์มันมีประโยชน์อะไร ไอ้คนจนๆ ยิ่งจนยิ่งทุกข์ มีประโยชน์อะไร แต่คนจนๆ เขาทำใจของเขาได้ เขาจนของเขา แต่เขามีความสุขของเขา นี่ไง ทีนี้ไอ้เรื่องความสุขความทุกข์นั่นเรื่องหนึ่งใช่ไหม แต่เรื่องคุณธรรมนี่อีกเรื่องหนึ่งนะ

ฉะนั้น คำว่า “ปีติ” เขาต้องเป็นอย่างนั้นๆ แต่คนที่เขาคุ้นชินแล้วมันเป็นเรื่องธรรมดา พอธรรมดาแล้ว ปีติมีไหม มี แต่เขาไม่ได้ตื่นเต้นอะไรไปกับมันเลย เขากำหนดพุทโธของเขา เขาก็รักษาจิตของเขา เขาต้องการรักษาใจของเขาให้ชำนาญในการเข้า เขารักษาสมาธิของเขา รักษาความสงบของเขา รักษาพลังงานของเขา ถ้าใจเขาสงบ เขามีกำลังๆ อย่างเช่นเวลาที่อวัยวะมันใหญ่ขึ้นหนาขึ้น ใครไปรู้มันล่ะ พอรู้ปั๊บ อาการมันขยายส่วน ความรับรู้ นี่ความรับรู้นะ นี่พูดถึงปีตินะ

แล้วย้อนกลับมาทางโลก คนที่เวลามันเป็นลมมันหวิวๆ แล้ววูบไปเป็นอย่างไร นั่นก็อาการของเขานะ เวลาทางโลกของเขา เวลาเขามีความทุกข์ความยากของเขา ไอ้นั่นเป็นปีติไหม

ไม่ใช่ อันนั้นมันเป็นอาการทางจิต จิตเวลาคนเราจะขาดสติ คนเราจะขาดจากความรับรู้สึกนั่นอีกเรื่องหนึ่งนะ

แต่ถ้ามันเป็นปีติอย่างที่ว่ามันใหญ่ขึ้นขยายขึ้น ใครรู้ เพราะว่าอาการมันเกิดจากจิต แล้วจิตนี้มันมีหลักของมัน มันถึงรับรู้ได้ พอจิตมีหลักของมัน มันไม่เป็นแบบทางโลกเขาหรอก มันรู้ของมัน มันรู้มันเห็นของมัน แต่ผู้ถามยังไม่รู้ว่านี่คือปีติ ถ้ารู้ว่าเป็นปีตินะ ตอนนั้นมาก็ชอบช้อบชอบ แต่ผู้ถามบอกว่ามันคืออะไร มันตื่นน่ะ มันตื่น อะไรเนี่ยๆ แต่ถ้ามันรู้ ถ้ามันเป็นปีตินะ เราก็อยู่กับพุทโธของเราไป ช้อบชอบ

จะชอบหรือไม่ชอบ มันไม่อยู่กับเรานานหรอก สิ่งที่อยู่กับเราได้ ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ ถ้าเรากำหนดพุทโธมาก เรามีสติปัญญารักษาไว้มาก จิตเรามั่นคงมาก มันก็คงที่ของมัน แล้วคงที่ของมันนะ เวลามันละเอียด เอกัคคตารมณ์ จิตตั้งมั่น จิตตั้งมั่นคือจิตนี้ไม่พาดพิงอะไรทั้งสิ้น จิตเป็นเอกเทศเลย ปีติๆ ปีติอยู่ในจิตนี้ แต่จิตนี้เด่นกว่า กำลังนี้เด่นกว่า แล้วเด่นกว่าแล้วถ้าคนมีสติปัญญาเขาจะวิปัสสนา คือเขาจะยกขึ้นสู่วิปัสสนาเลย

แล้วอย่างที่หลวงตาท่านพูด เวลาท่านเห็นอสุภะ ท่านรั้งไว้ๆ รั้งให้เข้าพุทโธไว้ พอปล่อย ผัวะมันไปที่งานเลย มันไปพิจารณาเลย มันไปพิจารณาเพราะว่างานที่มันชำนาญแล้วไง

แต่ถ้างานที่มันยังไม่ชำนาญ ของเราเวลาเข้าสู่ความสงบแล้ว จิตตั้งมั่นแล้ว ให้มันไป เข็นมันไปมันก็ไม่ไป มันไม่ไปนะ มันจะนอน มันจะสุขของมันอยู่อย่างนั้น มันไม่ยอมไป เข็นมันไปมันก็ไม่ไป นี่คนที่ไม่เป็นไง แต่ถ้าคนเป็นมันฝึกหัดบ่อยๆ เข้ามันจะเป็นของมันไง

นี่ถามว่า “อาการปีตินี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนหรือไม่เจ้าคะ

มันเกิดได้ทุกคน มันเกิดขึ้น มันเป็นสากล มันเป็นสัจจะเลย แต่มันเป็นคนที่ชอบหรือไม่ชอบ กรณีอย่างนี้ถ้าพูดอย่างนี้นะ พูดอย่างนี้ อย่างทางฝ่ายอภิธรรมที่เขาใช้ปัญญาของเขา เขาจะติเตียนพวกพุทโธว่าเป็นสมถะ แล้วเราก็บอกว่ามันจะเกิดปีติ มันจะเกิดนิมิตต่างๆ เขาบอกนั่นเป็นสมถะ นั่นน่ะติด นี่ไม่ใช่การใช้ปัญญา นี่คือไม่ใช่การปฏิบัติ

เราเริ่มต้นตั้งแต่บอกว่านั่นน่ะมันชื่อ ไอ้ที่เขาพูดนั่นน่ะมันชื่อ มันทฤษฎี แต่ถ้าเป็นข้อเท็จจริงมันต้องเป็นตัวจริง ถ้าตัวจริง ถ้าจิตมันสงบแล้ว จิตสงบแล้ว จิตสงบมันแช่มชื่นมันแจ่มแจ้งของมัน เวลามันจะยกขึ้นสู่วิปัสสนามันจะเห็นสติปัฏฐาน ๔ เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง แล้วเวลาไปวิปัสสนามันจะขนลุกขนพองสยองเกล้าในจิตนั้น ในจิตนั้นมันจะสะเทือนถึงกิเลสนั้น เวลาสะเทือนกิเลสนั้น มันใช้ปัญญาของมัน มันสำรอกกิเลสนั้น นี่มันเป็นความจริงๆ

แต่ถ้ามันจะบอกว่าเกิดปีติ เขาก็ติกันอยู่นะว่าไอ้พวกพุทโธติดนิมิตๆ แหมหลวงพ่อนี่ยกตูดใหญ่เลยนะปีติ

มันเป็นตามขั้นตอนของมัน ถ้ามันไม่สงบเข้ามาสู่จิต สมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงาน ถ้าจิตนี้มันเป็นผู้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ไม่มีการรื้อค้นในหัวใจดวงนั้น ไม่มีการรื้อค้นในจิตนั้น มันจะแก้กิเลสได้อย่างไร

กิเลสมันอยู่ที่ไหน มันอยู่ที่จิต แล้วถ้าไม่เข้าไปสู่จิต เข้าไปหาสู่กิเลส เข้าไปเผชิญหน้ากับกิเลส มันจะไปชำระกิเลสได้ที่ไหน มันก็เป็นแต่ชื่อไง ก็จินตนาการไง ปัญญาก็รู้ ข้าวก็รู้ กินก็รู้ กิน กินก็รู้ว่ากิน เคี้ยวก็ให้รู้ว่าเคี้ยว แล้วก็เคี้ยวเอื้อง เคี้ยวเอื้องก็ให้รู้ว่าเคี้ยวเอื้อง ก็กลืนก็รู้ว่ากลืน...มันเป็นธรรมตรงไหน มันเป็นธรรมก็จริตมันเท่าทัน เราจะบอกว่านี่คือโลกียปัญญาไง คือมันเป็นสามัญสำนึกของมนุษย์น่ะ มันเป็นเรื่องสถานะของความเป็นมนุษย์ มันเป็นสมมุตินะ แต่ถ้าเป็นโลกุตตรธรรมมันจะเข้าสู่จิตนะ โลกุตตรปัญญา ไอ้ถ้ามันจะเป็นจินตมยปัญญาก็เท่านั้นแหละ นี่เวลาพูดถึงเขา

ไอ้ที่พูดนี้เพราะกันไว้ไง กันไว้ เวลาไอ้ลูกศิษย์ที่มันฟังก็ชื่นใจ ก็จะเอาคำนี้ไปโม้ไง แล้วไปเจออภิธรรมมันสอยกลับมามันไปไม่เป็นเลยนะ นี่พูดกันเอาไว้ก่อนไง

เวลาบอกว่าปีติเป็นอย่างนั้น จิตทุกดวงเป็นปีติได้ไหม

เป็น จะอภิธรรมไม่อภิธรรม จะหนอไม่หนอ จะพองไม่พอง เป็น เป็นโดยข้อเท็จจริง เป็นในตัวของมัน แต่เขาแบบว่าเหยียบเรือสองแคมไง ไปเกลียดตัวกินไข่ไง ไปรังเกียจไว้ไง พอคนที่รังเกียจไว้มันก็ไม่อยากจะไปสุงสิง ไม่อยากจะไปพิจารณาค้นคว้า เพราะมันรังเกียจไง รังเกียจสมถะ รังเกียจนิมิต รังเกียจไปหมด ต้องใช้ปัญญา แต่เวลาปัญญาขึ้นมามันอยู่คนละสภาวะ มันเป็นปัญญาของโลกๆ ไง โลกียปัญญา มันไม่เกิดปัญญาจริงในการวิปัสสนา

ถ้าปัญญาจริงในการเกิดวิปัสสนา เวลาจิตสงบแล้วจะเกิดปีติ พอปีติแล้วมันจะเป็นสุข เป็นเอกัคคตารมณ์ เวลาเราทำความสงบ ผู้ที่มีความชำนาญแล้วมันก็มีในตัวมันอยู่นั่นแหละ มันสมบูรณ์ของมัน มันสมบูรณ์ของมันเพราะมันเป็นองค์ของสมาธิ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตารมณ์เป็นองค์ของสมาธิ แต่มันไม่มีความเด่นของปีติไง มันมีความเด่นของความตั้งมั่น เด่นของกำลังของจิต มันมีความเด่น เด่นคนละชนิด แล้วมันจะเป็นของมัน ทำไปแล้วมันจะรู้ ทำไปแล้วมันจะรู้แล้ว

เราจะตอบปัญหานี้ไง เวลาเขาเขียนมา นี่คืออะไร เราก็บอกปีติ คราวนี้ก็บอกว่าปีติจะเกิดกับทุกคนได้หรือเปล่า

เมื่อก่อนเวลามันเกิดนะ เวลามันเป็นอยู่บนศาลา อวัยวะใหญ่ขึ้นหนาขึ้น ไม่รู้ชื่อมันน่ะ ก็งงๆ แต่คราวนี้พอรู้ว่าปีติขึ้นมา กอดเลย อยากจะมีอีก ภาวนาอีกไม่ได้หรอก ปีติไม่มีหรอก ทีนี้จะไม่ได้แล้ว เพราะรู้แล้ว รู้ว่าเป็นปีติ

เวลาชื่อมัน เราศึกษาแล้วเราก็จินตนาการกันไป นั่นมันชื่อ แต่ความจริง ความจริงที่มันเกิดขึ้นมันเกิดขึ้นอย่างนี้ แล้วทุกคนเกิดอย่างนี้หมด เพียงแต่ลักษณะเด่น อำนาจวาสนาของคน คนที่มีอำนาจวาสนาแค่ไหนมันเป็นประโยชน์แค่ไหน ไม่ไปติดอยู่กับตรงนั้นไง

ถ้าไปติดอยู่ตรงนั้นนะ วันนี้ทานข้าว อาหารคำนี้แสนอร่อยเลย ไม่กลืน จะอมอยู่ทั้งชาติเลย อาหารคำนี้ไม่กลืน จะอมอยู่ในปากนี่ เพราะมันแสนอร่อย มันเป็นไปได้ไหม นี่ก็เหมือนกัน ปีติ พอรู้ว่ามันดีๆ มันก็ผ่านไปแล้ว จะอมอยู่ทั้งชาติไม่ได้หรอก อาหารนั้นก็ต้องกลืนทั้งนั้นน่ะ เข้าปากไปแล้วคายออกมาไม่มีใครเอา จะดีแค่ไหนก็ไม่มีใครกิน เราอยู่ในปากก็ต้องกลืนเลย กลืนก็ผ่านไป

นี่ก็เหมือนกัน นี่พูดถึง “อาการปีติสามารถเกิดขึ้นทุกคนได้หรือไม่ครับ

ได้ มันต้องเกิดอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเขาเห็นเป็นเรื่องธรรมดา เขาเห็นมันเป็นเรื่องกิริยาของใจ ใจมันต้องเป็นอย่างนี้เป็นเรื่องธรรมดา อย่างเรา เราเป็นทารกกันมาก่อนทั้งนั้นน่ะ ตอนนี้เป็นผู้ใหญ่แล้ว เดี๋ยวเราก็ชราภาพไป มันธรรมดา ไม่มีใครตื่นเต้น แต่คนที่ศึกษาทางวิชาการเขาตื่นเต้นกันใหญ่เลย นี่มันเป็นเรื่องธรรมดา พอธรรมดาแล้วมันก็ต้องมีของมัน ไม่มีมันก็ไม่เป็นสัมมาสมาธิ สมาธิไม่ตั้งมั่น สมาธิไม่ดีงาม ถ้ามันดีงามแล้ว สมาธิดีงามแล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนา นี้ข้อที่ ๑นะ

อาการที่เกิดพุทโธเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ แล้วมันหายใจเร็วจนแทบไม่ทันอะไรต่างๆ

เวลามันเป็น มันเป็น ถ้าเวลามันเป็น มันกลมกลืนกันไม่กลมกลืนกัน แต่กลมกลืนกันแล้ว เวลามันเป็นไปแล้วเราเริ่มต้นใหม่ เริ่มต้นใหม่มันจะเป็นอีกไหม ไอ้ที่ว่าเป็นคราวที่แล้วมันผ่านไปแล้ว เราไม่รู้เท่าทันไง

ถ้ารู้เท่าทันนะ ถ้าพุทโธๆ ครูบาอาจารย์ท่านปฏิบัติมาประจำ ทีแรกพุทโธมันจะดื้อดึงมาก พุทโธมันจะทำยากมาก พอทำๆ ไปแล้วมันจะกลมกลืนกัน พอกลมกลืนกันไปแล้ว พอพุทโธๆ ไป ถ้ามันเป็นจริตของบางคนมันจะพุทโธที่จิตเลย จิตพุทโธเอง พุทโธๆ เรายืนมองเลยนะ นั่นใครพุทโธแทนเราน่ะ ใครมาแข่งพุทโธกับเราน่ะ จิตมันพุทโธเอง ไอ้เรางงเลย เอ๊ะเมื่อก่อนพุทโธไม่ได้เลย ตอนนี้ใครมาพุทโธอยู่ข้างในนี่ แหมมาแข่งกับเราได้อย่างไร

บอกว่าจริตนิสัย จริตของคนมันแตกต่างกัน แต่เราต้องฝึกหัดจนกว่ามันกลมกลืน ฝึกหัดจนกว่าเราจะดูแลของเราได้ แล้วถ้าพอจะดูแลเราได้ ปฏิบัติใหม่ๆ มันปฏิบัติได้ยาก ถ้าเราทำของเรานะ ทำอย่างนี้ เราพุทโธของเราไปเรื่อยๆ ถ้ามันเป็นขึ้นมา แล้วเป็นขึ้นมา พุทโธๆๆ ตั้งสติไว้ ถ้าไม่ได้จริงๆ ดูให้ชัดๆ ดูให้ชัดๆ ชัดๆ คือสติมันดูแลอยู่ แล้วจะเห็นอะไร กลับมาพุทโธ ไม่ต้องไปกลัวอะไรทั้งสิ้น

เวลามันเป็นอะไรไป เพราะอะไร เพราะว่ากิเลส กองทัพกิเลสมันใหญ่มาก แล้วพอเราทำอะไรจะเป็นหนทางของเรา มันจะสร้างปัญหามาทั้งนั้นน่ะ เดี๋ยวจะเป็นอย่างนั้น เดี๋ยวจะเป็นอย่างนี้ เดี๋ยวจะเป็นอย่างนู้น โอ้โฮตกใจไปหมด แล้วหวั่นไหวไปหมดเลย

วางให้หมดเลย เราเป็นคนดี เราเป็นคนทำดี เรามีสติสัมปชัญญะ ใครมาหลอกเราไม่ได้ เราอยู่กับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรากำหนดพุทโธของเราไป มันจะเป็นอย่างไรให้มันเป็นไป มันจะไปข้างหน้า ไปข้างหลัง ไปด้านข้าง ด้านขวา ช่างมัน ให้มันไปเถอะ กูไม่ไปกับมึง พุทโธไปเรื่อยๆ สู้มันอยู่อย่างนี้ เราทำของเราอยู่อย่างนี้ เราทำเหตุของเราให้มันถูกต้องดีงามอย่างนี้ มันจะเป็นอย่างไรให้มันเป็นไป ถ้ามันเป็นไป มันเข้าไปได้ มันก็เป็นประสบการณ์ของเรา แล้วคราวหน้าก็ทำอีก เห็นไหม

เวลาผู้ที่ปฏิบัติแล้วนะ เราเคยได้สมาธิ เราเคยได้อย่างไร คิดถึงสิ่งที่เราเคยทำ เราทำอย่างไร วางอารมณ์อย่างนั้น แล้วตั้งใจของเรา ทำของเราไป ถ้าทำของเรามันเป็นประโยชน์กับเราไง มันต้องเป็นประโยชน์กับเรา เพราะเราจะฆ่ากิเลส เราจะตั้งกองทัพธรรมในใจของเราขึ้นมาให้ต่อสู้กับกิเลสไง ถ้ากองทัพธรรม ศีล สมาธิ ปัญญา

นี่จะตั้งกองทัพธรรมนะ แค่เริ่มต้นนี่หันรีหันขวางเลย ฉะนั้น สิ่งที่ตอบนี้เพราะว่าคำตอบมันใสๆ ซื่อๆ ไง คือว่าเราได้แต่ชื่อมา เราจะมีปัญญา เราจะฉลาดหลักแหลมขนาดไหน เราศึกษาธรรมะรู้หมดเลย เวลาเกิดจริงๆ ไม่รู้ เวลาชื่อมันรู้ทั้งนั้นน่ะ นั่นน่ะมันชื่อ นี่เป็นความจริง

พุทโธก็เหมือนกัน เวลาพุทโธไม่ได้ก็ล้มลุกคลุกคลาน ทีนี้พอพุทโธมันท่องเอง งงอีกแล้ว มันท่องเอง มันก็เหมือนเราทำ ทางสองส่วนไม่ควรเสพ ทั้งตกถนนไปทางซ้าย ตกถนนไปทางขวา

ไอ้เวลาพุทโธไม่ได้ก็พุทโธไม่ได้เลย ไอ้พุทโธไปแล้วพุทโธจนสติสัมปชัญญะไม่รับรู้อะไรเลย ฉะนั้น เราก็มาตั้งให้มันพอดีๆ ของเรา ทำของเรา ฝึกหัดของเรา นี่การฝึกหัดปฏิบัติไง เวลาไม่ได้ก็คือไม่ได้ เวลามันถลำไปอีกฝั่งหนึ่ง มันทะลุรัวๆ

มีคนมาถามบ่อย “หลวงพ่อ เวลามันพุทโธไปแล้วมันไม่พุทโธนะ มันโธๆๆๆ เลย

เราบอกว่าโธๆๆๆ ก็ไม่เป็นไร อะไรก็ได้ อะไรก็ได้ ขอให้มีสติ แล้วก็มีผู้รู้ของเรา เราจับตรงนี้ไว้ พุทโธได้ ถ้าพุทโธเราก็พุทโธของเรา ถ้ามันโธๆๆๆ แสดงว่ามันชักคล่องตัวแล้ว มันจนนึกพุทไม่ทัน โธๆๆๆ

แต่ถ้ามันโธๆๆ ไม่ใช่ เพราะต้องพุทโธ ไม่ใช่โธอย่างเดียว แล้วเริ่มต้นกันใหม่

เวลามันไป เวลาปัจจุบันไง ปัจจุบันเฉพาะหน้า เวลาทำงาน หน้างานนี่สำคัญมากเลย เวลามานั่งคุยกันนี่รู้หมดเลย เดี๋ยวทำอย่างนั้นกันนะ พอไปหน้างาน ทำกลับมา ไม่มีใครทำเสร็จสักคนหนึ่ง

เวลาหน้างาน เวลาทำหน้างานน่ะ เวลาทำ ทำกับมัน ตรงนี้ เอาตรงนี้ แล้วฝึกหัดไป มันจะผิดพลาดอย่างไร ไอ้เรื่องผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดา ต้องฝึกหัด ฝึกหัดของเรา ฉะนั้น เรื่องพุทโธที่มันโธไวๆ มันโธไปอัตโนมัติเลย ถ้ามันเป็นไปได้ มันไม่เป็นอย่างนี้ตลอดไปหรอก แง่มุมแง่งอนของมัน กิเลสมันมีแง่มีงอน มีเล่ห์มีเหลี่ยม มีชั้นมีเชิง เดี๋ยวก็หลอกทางนี้ เดี๋ยวก็หลอกทางนี้ เดี๋ยวก็หลอกทางนี้ มันหลอกอยู่รอบตัวเลย หลอกทางนี้ก็หลงกันไปทางหนึ่ง หลงไปพักหนึ่ง พอรู้ตัวกลับมา อ้าวไม่ใช่ กลับมา เดี๋ยวมันอีกแล้ว มาทางนี้อีกแล้ว เดี๋ยวไปทางนู้นอีกแล้ว

นี่เหมือนกัน ไวๆ อย่างไรก็แล้วแต่ พุทโธไว้ แต่เราพุทโธของเราไว้ ถ้าทำจิตสงบมันเหนื่อยนัก เรากำหนดดู กำหนดของเรา แล้วถ้ามันสงบก็อยู่กับความสงบนั้น ออกมาก็พุทโธต่อไป ฝึกหัด

สิ่งที่ทั้งสองคำถาม จนกว่าเราเข้าใจหมด พอเราเข้าใจหมด เราก็บริหารได้เอง พอบริหารได้หมดแล้ว กิเลสมันหลอกไม่ได้แล้ว กิเลสเรามันก็ไปหลอกทางอื่นอีกนะ แต่ของเรา เราทำความสงบของใจ ทำความสงบของใจ

หลวงตาท่านสอนว่า ใครทำสมาธิได้มันพออยู่พอกิน เรามาประพฤติปฏิบัติกันนะ ทุกข์ๆ ร้อนๆ มีแต่ไฟแผดเผา ถ้ามันมีบ้านมีเรือน มีสมาธิให้พักให้ผ่อนมันก็พออาศัยไง เรามีสมาธิให้พอได้อาศัยพักผ่อนของเราแล้วก็ฝึกหัดใช้ปัญญาของเรา มันเป็นทางเดินของเราไง เป็นทางเดินของนักปฏิบัติ

ฉะนั้น เรื่องที่มันเกิดขึ้นมันเป็นเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องเลย ปีติกับพุทโธนี่ไม่เป็นเรื่องเลย แต่เรามาตอบให้เห็นแง่เห็นมุมของมัน ให้แง่มุมของมันแล้วเราเอาแง่มุมนี้มาสอนตัวเอง ฟังแล้วเอามาเป็นประเด็น เวลาเราไปเจอปัญหา เราจะแก้ปัญหาของเรา ผู้ที่ประพฤติปฏิบัตินะ คือการแก้ปัญหาไง ปัญหามีไว้ให้แก้ ปัญหาชีวิต ปัญหาความทุกข์ความยาก นี่ปัญหาในการปฏิบัติ ปฏิบัติไปเพื่อเข้าไปหาจิตของตน

ไอ้สิ่งที่เราศึกษามา เราฟังมา นั่นมันชื่อมันนะ เวลาปฏิบัติแล้วมันได้ตัวจริง ได้ความจริง ได้ข้อเท็จจริง แล้วปฏิบัติไป เวลาครูบาอาจารย์เราท่านประสบการณ์อย่างนี้มาเยอะ ท่านเท่าทันกิเลส กิเลสจะมาแง่ใดมุมใด เท่าทันหมด

แต่เวลาเท่าทัน เราปฏิบัติมาแล้วก็ไปถามท่าน ท่านก็บอก เราไม่เชื่อนะ แหมมันจะเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร เป็นอย่างนั้นได้อย่างไร

ลองภาวนาดูเดี๋ยวก็รู้ เชื่อไม่เชื่อเดี๋ยวก็รู้ นี่เราไม่เชื่อ เราไม่เชื่อว่ากิเลสมันจะมีแง่มีงอนได้ขนาดนั้น เราไม่เชื่อหรอกว่ากิเลสมันหลอกให้คนปฏิบัติไปตายได้

หลวงตาท่านสอนอยู่นะ ท่านบอกมีผู้ปฏิบัติคนหนึ่งเขาเห็นเป็นดวงแก้ว แล้วดวงแก้วจะเคลื่อนไหวไป เขานั่งสมาธิอยู่นะ เขาลุกขึ้นเดินตามไปได้ ปีนต้นไม้ได้นะ พอสุดท้ายพอขึ้นไปถึงต้นไม้ คงออกกำลังกายมาก ดวงแก้วนั้นหายไปเลย พอขึ้นไปแล้วก็ลงไม่ได้ หมู่เพื่อนต้องไปเอาลงมา หลวงตาท่านบอกว่า ถ้าดวงแก้วนี้มันไปที่หน้าผา ดวงแก้วนี้มันไปที่เหวแล้วมันชักให้ตกเหวได้ไหม ได้

นี่ยังไม่รู้จักแง่งอนของมันหรอก มันหลอกลวงเราได้ทั้งนั้นน่ะ แต่ถ้าผู้ที่ปฏิบัติเวลาปฏิบัติแล้วถ้ามันรู้เท่ารู้ทันของมัน มันจะแก้ไขอย่างนี้ได้ไง สิ่งที่เขาเห็นอย่างนั้นมันเป็นเวรกรรมของสัตว์นะ

นี่พูดถึงอภิธรรมเขาบอกอยู่แล้วว่าสมถะมันไม่ใช่แนวทางปฏิบัติ จะทำให้มีแต่ความเสียหาย

ไอ้นี่พูดถึงดวงแก้วเลยนะ มันพาถึงเสียชีวิตเลย แต่นี่ไม่เสีย นี่พูดถึงท่านยกให้เห็นว่ากิเลสมันทำลายถึงชีวิตคนได้เลย กิเลสมันร้าย แง่งอนของมันมหาศาล แต่เพราะความรู้เท่าทันของมัน ความจะเข้าไปกำราบมันจะต้องไปเห็นตัวของมันเพื่อจะไปชำระล้างกันไง

ฉะนั้น เวลาปฏิบัติไปแล้ว เราคิดว่าเราปฏิบัติแล้วทุกคนจะส่งเสริม ทุกคนจะสรรเสริญ มันมีแต่กิเลสมันกีดขวางทั้งนั้นน่ะ แต่เราคิดว่าเราทำแล้วมันจะมีคนส่งเสริม มีคนเห็นอกเห็นใจ

เห็นอกเห็นใจต่อเมื่อบัณฑิตด้วยกันทั้งนั้นน่ะ แต่นั่นมันไม่เป็นอย่างนั้น นี่พูดถึงว่าแง่งอนของกิเลสนะ ฉะนั้น สิ่งที่ถามมานี่เพียงแต่ว่าเขาไปเจอตัวจริงเข้า เราเห็นว่าเขาใสซื่อไง อะไรที่มันหนาๆ นั่นน่ะ

หนาๆ ก็ปีติไง แต่มันผ่านไปแล้วนะ เพียงแต่ว่าใครปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ใครประพฤติปฏิบัติแล้วมันจะได้รับผลของมัน ได้รับรสของธรรมไง รสอันนั้นถ้ามันหนาๆ แล้วมันเวิ้งว้างนะ มันจะมีความสุขกว่านี้ มันนุ่มนวลนะ เหมือนลอยอยู่กลางอากาศ ร้อยแปดเลยล่ะ

เวลาทุกข์เป็นอริยสัจ ทุกข์เป็นความจริง แต่เวลาปฏิบัติมันก็มีความสุข ความสุขขึ้นมาให้เจือจานให้มันเข้มแข็ง ให้หัวใจของเราทำแล้วมันมีโอกาส มันได้สัมผัสรสของธรรมบ้างไง มันถึงจะมีชีวิตชีวาให้เราก้าวเดินในการปฏิบัติไปได้ไง ไม่ใช่ว่ามันจะอั้นตู้ มันจะมีความทุกข์ไปร้อยแปด สุขก็มี แต่สุขมันอยู่ชั่วคราว เราต้องแลกมาด้วยความทุกข์ ความเพียร ความวิริยะ ความอุตสาหะของเรา เราทำเพื่อประโยชน์กับเราไง

ทำหน้าที่การงานทางโลกยังต้องลงทุนลงแรงเลย ไอ้นี่จะประพฤติปฏิบัติเพื่อชำระล้างกิเลสมันก็ต้องลงทุนลงแรง ลงทุนลงแรงเหนือกว่าด้วย แล้วทำแล้วเวลาผลออกมามันจะเป็นประโยชน์มาก ทีนี้ตอบเท่านี้เนาะ เพื่อเป็นขวัญเป็นกำลังใจเนาะ เอวัง